กระแสหนัง

Black Panther ทำรายได้ทัั่วโลกตอนนี้เกือบ 400 ล้านดอลลาร์แล้ว!

โปรดทำความเคารพ คารวะกษัตริย์แห่งวากานด้า!!! เพราะเขาผู้นี้ได้ครอง Box-office แล้ว ในสัปดาห์ที่ผ่านมาภาพยนตร์เรื่อง Black Panther ของ Marvel Studios ทำรายได้ในประเทศไป 192 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำรายในระดับนานาชาติไป 169 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สิ้นสุดในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เกร็ดความรู้ : หนังใหม่เข้าโรงถูกกำหนดวันฉายกันยังไง?

ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์มีเรื่องวุ่นวายที่โผล่ขึ้นมาให้น่าปวดหัวอยู่เสมอ ตั้งแต่เรื่องของรายได้ที่เหวี่ยงไปมาของนักแสดง จนไปถึงการฉุดขึ้นของตลาดบล็อกออฟฟิศที่ไม่มีท่าทีจะหยุด เพราะหนังฟอร์มยักษ์ดังๆ มักจะใช้เงินในการทุ่มทุนสร้างส่วนใหญ่ไปกับเทคโนโลยีล้ำของอุปกรณ์การถ่ายทำ และเอฟเฟกต์สุดอลังการงานสร้าง แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือ บางสิ่งที่เกี่ยวกับข้องกับเรามาก ถึงมากที่สุด คือ “ราคาตั๋ว” ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับหนังบล็อกบัสเตอร์ ที่นับวันก็ยิ่งทุ่มทุนสร้างจนตอนนี้ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านเป็นปกติไปแล้ว อุตสาหกรรมภาพยนตร์จึงจำเป็นต้องขึ้นราคาค่าตั๋ว เพื่อให้ผันแปรไปตามการลงทุนของหนังเหล่านั้น

แล้วเจ้าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ชื่อว่า “ฮอลลีวูด” เอาความมั่นใจมาจากไหนที่จะลงทุนเงินมากมหาศาลขนาดนั้น ทั้งการตลาด และรายได้ของนักแสดง ก็ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่มีผลต่อการทำกำไรของบล็อกบัสเตอร์ แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ยังไม่เท่ากับ “Timing” หรือการ “คาดเดาเวลาฉาย” นั่นเอง

วันกำหนดฉาย หนังใหม่เข้าโรง ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ เพราะด้วยความที่ยุคนี้มีหนังใหม่ที่ทยอยไหลกันมาเข้าโรงมากขึ้น ทั้งหนังซูเปอร์ฮีโร่ หนังรีเมค หนังนิยาย และอีกมากมายที่รอคอยการเกิดใหม่ แน่นอนว่าการแข่งขันก็ย่อมสูงขึ้นตาม และด้วยสงครามนี้ สตูดิโอใหญ่จึงต้องรีบจับจองวันฉาย โดยประกาศวันฉายล่วงหน้าเป็น 3 เป็น 4 ปี ทั้งๆ ที่บางเรื่องก็ยังไม่ได้เริ่มถ่ายทำเลยด้วยซ้ำ

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เจ้าพ่อสตูดิโอหนังบล็อกบัสเตอร์ อย่าง Marvel Studio ที่เมื่อปี 2014 ประกาศวันฉายของหนังตัวเอง 6 เรื่อง แถมส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีชื่อเรื่อง แต่มีวันฉายที่ลากยาวไปจนถึงปี 2019 โดยที่วันฉายทั้งหมดไปลงอยู่ในวันเสาร์ - อาทิตย์ และวันหยุดต่างๆ เช่นเดียวกับ Pixar และ Disney ที่ก็ประกาศหนังล่วงหน้าไปถึงปี 2018 โดยทั้งหมดก็ยังไม่มีเรื่องไหนที่ได้เริ่มสร้างเลยทั้งนั้น

หลายคนอาจจะสงสัยว่าพวกเขาเป็นบ้าบออะไรกัน ประกาศวันฉายทั้งๆ ที่ยังไม่ได้สร้าง วันนี้เราจะมาได้คำตอบกัน ว่าทำไม การคาดเดาเวลาฉาย ถึงสำคัญนักหนากับการทะลุเป้ากำไรของบ็อกซ์ออฟฟิศตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สตูดิโอหนังส่วนใหญ่ต่างมุ่งให้ความสำคัญกับเหล่าคนดูว่าจะใช้เงินจ่ายค่าตั๋วเข้าไปดูหนังรักในช่วงไหน? ซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นวาเลนไทน์ ที่ตอนนั้นใครๆ ก็ต้องออกเดตกัน และกิจกรรมยอดฮิตก็คงหนีไม่พ้นการดูหนัง ส่วนหนังครอบครัวก็จะบูมในช่วงซัมเมอร์และวันหยุดต่างๆ ที่เด็กๆ หยุดเรียน และพ่อแม่พาไปดูหนัง

ซึ่งวันหยุดต่างๆ สำคัญมากในการฉายหนังของแต่ละประเทศที่ต่างกัน จากการคาดการคร่าวๆ ประมาณ 60% ของตั๋วหนังทั้งหมดในปี จะขายได้ดีในช่วงซัมเมอร์ เพราะเป็นช่วงที่ทุกคนว่าง และอยากหนีจากอากาศร้อนๆ เข้าไปหลบในโรงหนังเย็นๆ ดู หนังใหม่เข้าโรง แบบชิลๆ ส่วนวันหยุดเทศกาล ก็เป็นช่วงหลักๆ ของการออกไปดูหนังเช่นกัน (แต่จะขายไม่ได้ในบางวันที่ทุกคนไปเล่นกิจกรรมเทศกาลกันหมด) และจะขายไม่ได้สุดๆ ในช่วงที่ทุกคนเริ่มพาลูกไปโรงเรียนกันในวันเปิดเทอม อย่างเดือนพฤษภาคม หรือถ้าเป็นฝั่งตะวันตก ก็คือ ช่วงเดือนสิงหาคม

ในขณะที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์กำลังจริงจังกับการกำหนดวันฉาย มันก็ดูกลายเป็นเรื่องที่น่ากังวลเหมือนกัน กับการที่หนังยังไม่ถูกผลิต แต่ดันมีกำหนดวันฉายล่วงหน้า ซึ่งสร้างความกดดันให้กับสตูดิโอใหญ่ๆ ที่ว่า เมื่อหนังถูกกำหนดมาแล้ว ยังไงก็ต้องทำให้ได้ ต้องชนะทุกค่าย จนอาจทำให้เกิดความไม่เรียบร้อย และส่งผลให้หนังบล็อกบัสเตอร์กลายเป็นหนังที่แค่ขาย CG ตูมตามโลกแตกเฉยๆ แต่ไม่ถูกเอาใจใส่ในแง่ของภาพยนตร์จริงๆ

โดยจากสถิติของ Motion Picture Association พบว่า ฮอลลีวูดผลิตหนังทั้งหมด 500 เรื่องในปี 2004 และเพิ่มขึ้น 13% ในปี 2009 (หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 50 กว่าเรื่อง) และสูงสุดถึง 659 เรื่องในปี 2013 ด้วยความที่หนังกระแสผลิตกันเยอะมากในแต่ละปี สตูดิโอต่างๆ จึงต้องนึกตรึกตรองกันแบบถี่ถ้วนมากๆ สำหรับวันฉาย เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียกำไรจากหนังที่สตูดิโอมั่นใจมากว่าทำเงินได้แน่ จึงทำให้เดี๋ยวนี้หนังบางเรื่องเข้าโรงมาก็อยู่ได้แค่ 3 - 4 แล้วก็หายไป จากแต่ก่อนที่อยู่ได้เป็นอาทิตย์ ซึ่งเหตุผล ก็คือ เพื่อหลบหนังจากสตูดิโอที่ใหญ่กว่า ดังกว่า และอลังการกว่านั่นเอง