รีวิวมือถือ

Review โทรศัพท์มือถือ Huawei P9

Review โทรศัพท์มือถือ Huawei P9 แบรนด์ Huawei หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “ว้าเหว่” แต่ตอนนี้ไม่ว้าเหว่อีกต่อไปเพราะตั้งใจในการเป็นแบรนด์จีนระดับโลก มาชนกับ Apple และ Samsung ซึ่งในวันนี้นับได้ว่าเป็นอันดับ 3 ของโลกไปแล้วครับ วันนี้เรามารีวิวโทรศัพท์ Huawei P9 สไตล์ PotatoTechs รู้ลึกรู้จริงสไตล์บ้านๆ

รู้หรือไม่ : คุณไม่ควรเชื่อใจโทรศัพท์ตัวเอง

ปัญหาด้านความปลอดภัยระดับใหม่ เกิดจากผู้ผลิต โทรศัพท์ ได้สร้างช่องโหว่โดยไม่เจตนา และยอมไม่บอกลูกค้า โทรศัพท์ ของคุณอาจมี "ฟีเจอร์" ลึกลับบางประการที่ทำให้คุณไม่ปลอดภัยอย่างที่คุณคิด

เราไม่ได้จะกล่าวถึงข้อบกพร่องในการออกแบบโดยบังเอิญที่แฮกเกอร์สามารถนำไปเล่นงานได้ ปัญหาเหล่านั้นเป็นเรื่องเบสิก หน้าที่ของแฮกเกอร์ คือ เกิดมาเพื่อทำลายความปลอดภัยของ โทรศัพท์ และอุตสาหกรรมโทรศัพท์อยู่แล้ว ซึ่งบริษัทโทรศัพท์พยายามแก้ไขปัญหาแฮกเกอร์อยู่ตลอด ไม่มีอะไรใหม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย

ปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ เรากำลังกล่าวถึง การตัดสินใจในการออกแบบจากบริษัท โทรศัพท์ ที่ทำให้โทรศัพท์มีคุณสมบัติบางอย่างลับหลังเรา และไม่ยอมบอกให้เรารู้ว่า เรากำลังอยู่บนความไม่ปลอดภัย เรากำลังพูดถึงการออกแบบบางอย่าง โดยบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์ทำให้ความปลอดภัยในชีวิตเราน้อยลง

รู้ไว้เลยนะว่า Google และ Apple เพิ่งจะแอบแฝงกายเข้ามาในโทรศัพท์ของเรา โดยเราไม่เคยนึกสงสัยมาก่อน โทรศัพท์ที่เราใช้งานอยู่ ถูกติดตั้งซอฟต์แวร์มาจากบริษัท ที่ไม่ทำให้ข้อมูลของเราปลอดภัยอย่างที่เราพยายามจะทำให้เป็น

แอปพลิเคชั่นบางอย่างนี้ เกิดจากแรงจูงใจที่ดี ที่อุตสาหกรรมโทรศัพท์สร้างมาเพื่ออำนวยความสะดวกเรา คือ เพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพ หรือความสะดวกในการใช้งานให้แก่ผู้ใช้ แต่การตัดสินใจบางอย่างเหล่านี้ ไม่ได้แจ้งให้ผู้ใช้ทราบอย่างชัดเจน ซึ่งดูเหมือนเป็นการปฏิเสธที่สุภาพ และการให้ความเคารพลูกค้าแบบใหม่

ต่อไปนี้คือ สิ่งที่เราจะมาแจกแจงให้ฟังว่ามันมีอะไรบ้าง...

Cell ID จาก Google แอนดรอยด์

ในช่วงปี 2017 นี้แอนดรอยด์ได้สร้างระบบส่งข้อมูลตำแหน่งของผู้ใช้กลับไปยัง Google แม้ว่า GPS จะปิดอยู่ ผู้ใช้อยู่นอกเหนือพื้นที่สัญญาณ GPS หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์ไม่มีซิมการ์ด ข้อมูลตำแหน่งของผู้ใช้ยังเชื่อมต่อกับเสาสัญญาณโทรศัพท์ และยังระบุตำแหน่งได้อยู่ เรียกระบบนี้ว่า "Cell ID"

โฆษกของ Google ได้ให้สัมภาษณ์ในเดือนมกราคม 2017 ว่า "Google เริ่มใช้ระบบ Cell ID เป็นเครื่องมือเพิ่มเติมเพื่อใช้ปรับปรุงความเร็ว และประสิทธิภาพของการส่งข้อความ โดย Google ไม่เคยนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในการเก็บข้อมูล หรือนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์อื่น ไม่มีการแอบเชื่อมต่อกับ GPS หรือแอบนำข้อมูลลูกค้าไปใช้เพื่อการโฆษณา บริษัทตั้งใจสร้างโปรแกรมนี้เพื่อใช้ในการปรับแต่งสมรรถนะของมือถือเราเพียงเท่านั้น”

หลังจากเกิดการวิพากษ์วิจารณ์มากมาย Google วางแผนที่จะเลิกใช้ฟังก์ชั่นนี้จากระยะไกลเร็วๆ นี้ โดยการยกเลิกไม่จำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์หรือดาวน์โหลด แต่บริษัทก็ไม่ประกาศให้เราทราบว่า ฟีเจอร์นี้มีความเป็นไปได้ว่าจะถูกบริษัทนำกลับมาใช้อีกในอนาคต เพื่อเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อความของโทรศัพท์มือถือเราหรือไม่

ในด้านการใช้ Cell ID ของ Google เพื่อเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อความเป็นความตั้งใจที่ดี เป็นสิ่งที่ถูกที่ควร แต่การใช้ Cell ID กับโทรศัพท์ Android ทั้งหมดโดยไม่แจ้งให้ผู้ใช้ทราบว่ามีการส่งข้อมูลตำแหน่งไปที่ Google แม้ผู้ใช้ตั้งใจจะปิดบริการระบุตำแหน่งทั้งหมดแล้วก็ตาม เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเอาเสียเลย

ระบบ Control Center ใน Apple iOS 11

แอปเพื่อการตั้งค่าของ iOS เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานเปิดใช้หรือปิด Wi-Fi และ Bluetooth ได้อย่างสะดวกสบาย

เมื่อคุณปิด Wi-Fi และ Bluetooth ในหมวดการตั้งค่า iOS จะยกเลิกการเชื่อมต่อโทรศัพท์จากเครือข่าย Wi-Fi หรืออุปกรณ์ Bluetooth ที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์ จากนั้นโทรศัพท์จะไม่สามารถใช้ Wi-Fi และคลื่นวิทยุ Bluetooth จนกว่าผู้ใช้โทรศัพท์เครื่องนั้นจะเปิด Wi-Fi และ Bluetooth ใหม่ นี่คือ สิ่งที่ผู้ใช้คาดหวังว่ามันจะเป็นเช่นนี้

เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งาน Apple ได้เปิดตัวแอป Control Center for iOS 7 สามารถใช้งานได้ง่ายด้วยการปัดขึ้นจากด้านล่างของโทรศัพท์ (บนโทรศัพท์ทั้งหมดยกเว้น iPhone X ใหม่ ซึ่งใช้งานศูนย์ควบคุมด้วยการปัดลงบน ด้านขวาของหน้าจอ) Control Center จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเปิดหรือปิด Wi-Fi และ Bluetooth ได้อย่างรวดเร็วรวมถึงฟังก์ชั่นอื่นๆ

Apple สร้างระบบ Control Center มาอย่างชาญฉลาด เพราะรู้ว่ามีเหตุผลมากมายที่ผู้ใช้งานต้องการเข้าถึงการตั้งค่าให้ได้รวดเร็วที่สุด ตัวอย่างเช่น การปิด Wi-Fi และ Bluetooth ช่วยประหยัดอายุการใช้งานแบตเตอรี่

มีปัญหาเพียงอย่างเดียวคือ ขณะที่เราใช้ Control Center ควบคุมการเชื่อมต่อโทรศัพท์จากเครือข่าย Wi-Fi และ Bluetooth ฟังก์ชั่นเหล่านั้นไม่ได้ถูกปิดไปจริงๆ เสียหน่อย

เมื่อเราปิด Wi-Fi หรือ Bluetooth ด้วย Control Center ระบบ iOS 11 จะเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือ Bluetooth ใหม่ทันทีเมื่อพบกับ Hotspot ที่ใกล้ที่สุด หรือถ้าโทรศัพท์ถูกรีสตาร์ท การปิด Wi-Fi และ Bluetooth ใน Setting เป็นการปิดแบบสมบูรณ์และถาวร แต่การ "ปิด" Wi-Fi และ Bluetooth ใน Control Center เป็นภาพลวงตา ทุกอย่างยังคงทำงานอยู่โดยที่คุณไม่รู้ ( Apple เองก็ไม่ยอมตอบคำถามเหล่านี้ว่าทำไปเพื่ออะไร)

โดยปกติ ผู้ใช้งานก็ต้องคิดว่าการปิด Wi-Fi และ Bluetooth ใน Control Center จะเหมือนกับการเข้าไปปิดใน Setting แต่ในความเป็นจริงมันไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง (Apple เองก็แจ้งผู้ใช้ไว้แล้วในแง่ของความแตกต่างของทั้งสองวิธี แต่พวกเขาแจ้งไว้ในหน้า Help page ลับๆ ที่ก็คงรู้อยู่แล้วว่าคนส่วนใหญ่ที่ใช้ iPhone จะไม่เคยคิดจะเข้าไปอ่านหรอก)

การมีอยู่ของ Control Center ของ Apple ควรจะมีอยู่เพื่อให้ผู้ใช้สามารถตัดการเชื่อมต่อจากเครือข่าย และทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และสามารถเปิดใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ เช่น AirDrop, Personal Hotspot และ Handoff และเพื่อสนับสนุนอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ของ Apple เช่น Apple Pencil และ Apple Watch มันสร้างมาเพื่อให้ผู้ใช้งานสะดวกสบาย และใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น เป็นสิ่งที่ถูกที่ควรอย่างแท้จริง แต่การไม่ยอมแจ้งให้ผู้ใช้ทราบอย่างชัดเจนว่า การสลับ Wi-Fi และ Bluetooth ของ Control Center ไม่ได้เกิดขึ้นจริงเหมือนเข้าไปใน Setting เป็นสิ่งผิดพลาดที่ยอมรับไม่ได้

เราใช้งานโทรศัพท์จนแทบจะเป็นอวัยวะส่วนใหม่ของร่างกาย ทั้งเก็บข้อมูล ความทรงจำ ธุรกรรมการเงิน และอื่นๆ อีกมากมายลงใน โทรศัพท์ เครื่องเดียว เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องตระหนักถึงความปลอดภัยในการรักษาข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้ไม่ให้ใครนำไปใช้งานในทางที่ผิดได้